การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ประโยชน์ที่คุณควรรู้!

การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์

ไฮโดรโปนิกส์หรือ Hydroponic คือ วิธีการปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน แต่ใช้น้ำที่ผสมสารอาหารเป็นหลักในการเลี้ยงพืช โดยสารอาหารจะผสมในน้ำเป็นละลายและไหลผ่านรางท่อเข้าสู่รากพืช ปกติแล้วจะใช้ปุ๋ยน้ำเพื่อเสริมสร้างพืชให้โตและสมบูรณ์ การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์มักจะเน้นไปที่ผักที่กินใบหรือพืชที่มีระยะเวลาสั้นๆ ในการเก็บเกี่ยว เช่น ผักกาดหอม กรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค กรีนคอส ฟิลเลย์ และบัตเตอร์เฮด โดยส่วนใหญ่จะใช้เวลาประมาณ 40-60 วันเท่านั้น และนิยมนำมาประกอบอาหารในเมนูสลัดหรือกินสด ๆ

นอกจากนี้สุดยอดผักไฮโดรโปนิกส์ ยังสามารถปลูกพืชชนิดอื่นๆ เช่น มะเขือเทศ มันฝรั่ง เมล่อน หัวไชเท้า หัวหอมใหญ่ และสตรอเบอร์รี โดยต้องคำนึงถึงภาชนะที่เหมาะสม เพื่อให้พืชได้รับสารอาหารที่เพียงพอและเติบโตได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นจึงควรเลือกภาชนะที่เหมาะสมในการปลูกพืชกากกาแฟโดยพิจารณาความเหมาะสมของขนาด และการจัดวางในพื้นที่ปลูกให้เหมาะสมกับการเติบโตของพืชในแต่ละชนิด

การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์มี  3 แบบ

  1. การปลูกแบบ NFT (Nutrient Film Technique) ซึ่งเป็นการปลูกแบบน้ำไหล โดยใช้รากของพืชแช่ไว้ในน้ำที่มีสารอาหารประกอบอยู่ เช่น ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโปแตสเซียม เป็นต้น
  2. การปลูกแบบ DWC (Deep Water Culture) ซึ่งเป็นการปลูกแบบน้ำลึก โดยรากของพืชจะแช่อยู่ในน้ำที่มีสารอาหารประกอบอยู่เหมือนกับ NFT แต่จะมีการใช้ถังน้ำใหญ่เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำและออกซิเจนให้กับราก
  3. การปลูกแบบ Aeroponic ซึ่งเป็นการปลูกแบบฟอกอากาศ โดยรากของพืชจะถูกพ่นฝอยน้ำและสารอาหารที่มีอยู่ในน้ำบนฝากระโปรงหรือถังพลาสติก โดยฝอยน้ำจะเป็นตัวนำสารอาหารไปยังรากของพืชโดยตรง

วิธีปลูกผักไฮโดรโปนิกส์

การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์เป็นการปลูกผักโดยไม่ใช้ดิน แต่ใช้น้ำและสารอาหารเป็นตัวเลี้ยง วิธีการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์อย่างง่ายมีดังนี้

  1. เตรียมพื้นที่ให้เหมาะสม ใช้ระบบปล่อยน้ำได้ดี และไม่มีแสงแดดตรง ๆ ซึ่งจะทำให้น้ำไหลไปเร็วเกินไป
  2. เตรียมตัวกระถางหรือถังใส่น้ำ ซึ่งสามารถใช้ถังขนาดใหญ่หรือกระถางเล็กก็ได้ตามความต้องการ
  3. ติดตั้งระบบปล่อยน้ำที่เหมาะสม เช่น ระบบน้ำหยดหรือระบบฟอกอากาศ เพื่อช่วยในการรักษาคุณภาพน้ำในกระถาง
  4. เลือกซื้อเมล็ดพันธุ์ผักไฮโดรโปนิกส์ที่เหมาะสม และมีคุณภาพดี
  5. ปลูกเมล็ดพันธุ์ลงในเวลาที่เหมาะสม โดยควรจะปลูกในช่วงฤดูร้อน เพราะในช่วงนี้จะมีแสงแดดเพียงพอสำหรับการเจริญเติบโตของผัก
  6. ให้น้ำและปุ๋ยอย่างเหมาะสม โดยต้องให้น้ำเพียงพอ แต่ไม่ควรให้น้ำมากเกินไป เพราะจะทำให้รากเน่าได้
  7. ตัดแต่งผักเมื่อเติบโตเต็มที่ โดยใช้ด้ามมีดหรือกรรไกรตัด และควรจะตัดแต่งเส้นใยรากเพื่อให้ผักโต
  1. ควบคุมสภาพแวดล้อมโดยใช้เครื่องมือวัดอุณหภูมิ ความชื้น และระดับความเป็นกรด-ด่าง ในกรณีที่พบว่าสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม ควรปรับปรุงให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของผัก
  2. ควรตรวจสอบและกำจัดศัตรูพืชอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการเสียหายของผัก
  3. เก็บเกี่ยวผักเมื่อเติบโตเต็มที่ โดยใช้ด้ามมีดหรือกรรไกรตัด และควรล้างผักให้สะอาดก่อนนำไปใช้งาน

การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์เป็นวิธีการปลูกผักที่สามารถทำได้ในพื้นที่จำกัด และมีการเลี้ยงให้ได้ผักที่สดใหม่ตลอดปี นอกจากนี้ยังช่วยลดการใช้งานดินและน้ำในการเพาะปลูกผักด้วย ทำให้เป็นวิธีการเพาะปลูกผักที่อยู่ในกรอบความยั่งยืนด้วย

ปลูกผักไฮโดรนิกส์

วัสดุ – อุปกรณ์ที่ใช้ในการ ปลูกผักไฮโดรนิกส์

  • ถังปลูกพลาสติก: เป็นถังใส่น้ำที่มีรูปแบบพิเศษสำหรับการปลูกผักไฮโดรนิกส์ มีช่องว่างสำหรับวางต้นไม้และระบบระบายน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ
  • ระบบไฮโดรโปรนิคส์: ใช้สำหรับส่งน้ำและอาหารไปยังต้นไม้ ประกอบด้วยปั๊มน้ำ, ท่อ, วาล์ว, หัวฉีด, และตัวควบคุมอัตโนมัติ
  • ไฟ LED: ไฟสำหรับส่องแสงให้กับต้นไม้ มีไฟแดง, เขียว, และน้ำเงิน ใช้ได้ทั้งในระยะเวลากลางวันและกลางคืน
  • วัสดุปลูก: ใช้ดินปลูกที่ผสมสารอาหารเสริมและปรับสภาพดินให้เหมาะสมกับการปลูกผักไฮโดรนิกส์ หรือใช้วัสดุเช่นเม็ดพลาสติก
  • เครื่องดูดฝุ่นและอากาศ: เครื่องที่ช่วยเก็บฝุ่นและอากาศที่ไม่ดีออกจากพื้นที่ปลูก
  • ปุ่มควบคุม: ใช้ในการปรับแต่งระบบไฮโดรโปรนิคส์ เช่น ปรับความเข้มแสง LED, ปรับปริมาณน้ำและอาหาร
  • อุปกรณ์วัด: เช่น pH meter, TDS meter เป็นต้น ใช้วัดค่า pH และค่า TDS ของน้ำและอาหารที่จะใช
  • ระบบระบายน้ำ: ใช้สำหรับระบายน้ำเสียออกจากถังปลูก ประกอบด้วยท่อน้ำ, ช่องระบายน้ำ, และส่วนต่อเชื่อม
  • ห้องปลูก: ห้องที่มีความชื้นและอุณหภูมิที่คงที่ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการปลูกผักไฮโดรนิกส์ พื้นที่ปลูก ต้องมีพื้นที่ว่างสำหรับวางถังปลูกและต้นไม้ และควรมีพื้นที่ที่มีแสงแดดเพียงพอสำหรับการเจริญเติบโตของต้นไม้
  • พัดลม: ใช้สำหรับเพิ่มการไหลของอากาศในห้องปลูก เพื่อช่วยในการลดความชื้นและการเกิดราในพื้นที่ปลูก
  • กล่องควบคุม: เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการควบคุมสภาพแวดล้อมของห้องปลูก เช่น ควบคุมอุณหภูมิ, ความชื้น, และแสงไฟ
  • ส่วนตัวกรองน้ำ: ใช้สำหรับกรองน้ำเพื่อเอาสารอันตรายออกจากน้ำที่จะใช้ในการปลูกและหม้อน้ำ ใช้ในการเติมน้ำในถังปลูก ควรเลือกหม้อน้ำที่มีคุณภาพดีและมีความปลอดภัย
  • ชุดเมล็ดพันธุ์: เมล็ดพันธุ์ที่เหมาะสมสำหรับการปลูกผักไฮโดรนิกส์ เช่น ผักกาด, ผักชี, ผักบุ้งจีน, และอื่นๆ
  • เครื่องย่อยสลายอาหาร: ใช้สำหรับย่อยอาหารเป็นเศษเล็กๆ เพื่อให้ง่ายต่อการส่งไปยังระบบไฮโดรโปรนิคส์และเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลต้นไม้
  • เครื่องวัดอุณหภูมิ: ใช้วัดอุณหภูมิของน้ำและอากาศในห้องปลูก เพื่อให้สามารถปรับค่าอุณหภูมิได้เหมาะสมกับต้นไม้
  • วัสดุซับน้ำ: วัสดุที่ใช้ในการซับน้ำหรือรักษาความชื้นในถังปลูก เช่น ฟองน้ำ, หินซับน้ำ หรือแผ่นกระดาษซับน้ำ
  • ปลั๊กไฟและสายไฟ: ใช้สำหรับเชื่อมต่อกับแหล่งจ่ายไฟฟ้าเพื่อให้ระบบไฮโดรนิกส์เปิดใช้งานได้

การปลูกผักไฮโดรนิกส์ เป็นการปลูกที่ใช้เทคโนโลยีที่สูงขึ้น และต้องใช้วัสดุและอุปกรณ์ที่เหมาะสมเพื่อให้ระบบได้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น การเลือกใช้วัสดุเทียนหอมและอุปกรณ์ที่มีคุณภาพและเหมาะสมจะช่วยให้การปลูกผักไฮโดรนิกส์เป็นไปได้อย่างราบรื่นและประสิทธิภาพสูงสุด

ผักอะไรบ้างที่เหมาะกับการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์

ผักที่เหมาะกับการปลูกในระบบไฮโดรโปนิกส์มีหลายชนิด อย่างเช่น ผักกาดหอม ผักชี ผักกวางตุ้ง ผักบุ้งจีน ผักกูด ผักสลัดผักก้านคะน้า ผักคะน้า ผักโขมง ซึ่งเป็นแค่ตัวอย่างเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น สำหรับการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ อย่างไรก็ตาม ควรเลือกชนิดของผักที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและสิ่งแวดล้อมที่เรามีให้ได้เหมาะสมที่สุด โดยคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญในด้านการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์คือ ควรเลือกผักที่มีระยะเวลาการเจริญเติบโตสั้นและความต้องการน้ำน้อย เช่น ผักกาดหอม ผักชี ผักกวางตุ้ง และผักสลัด เป็นต้น

ข้อดีของการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์

การปลูกผักในบ้านนั้นสามารถทำได้ไม่ยาก แม้ว่าจะไม่มีพื้นที่หรือดินสำหรับปลูกผักก็สามารถใช้วิธีไฮโดรโปนิกส์ได้เลยวิธีการปลูกผักด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์นั้น เป็นการปลูกผักโดยไม่ต้องใช้ดิน แต่จะใช้น้ำและอาหารปุ๋ยที่ผสมเข้าด้วยกัน โดยให้ผักเจริญเติบโตในถาดหรือถังที่มีระบบรางน้ำและไฟ ที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการเจริญเติบโตของผักได้มากขึ้น

การปลูกผักด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์นั้นไม่ต้องใช้พื้นที่มาก โดยสามารถวางได้ทั้งภายในห้องหรือบนระเบียงก็ได้ และเมื่อเทียบกับการปลูกผักด้วยวิธีทั่วไป การปลูกผักด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์นั้นมีประสิทธิภาพการใช้น้ำและปุ๋ยสูงกว่า และสามารถป้องกันการเข้าทำลายของแมลงและโรคพืชได้ดีกว่าด้วย

ดังนั้น หากคุณไม่มีพื้นที่หรือดินสำหรับปลูกผัก หรือมีพื้นที่แต่ไม่สะดวกในการใช้วิธีปลูกผักแบบดั้งเดิม การใช้วิธีไฮโดรโปนิกส์เป็นวิธีที่ง่ายและสะดวกมาก ๆ สำหรับคนที่อยากปลูกผักในเมืองรวมถึงเกษตกรที่อยากปลูกผักในพื้นที่ต่างจังหวัดเพื่อขายหรือบริโภคเองก็สามารถใช้วิธีนี้ได้อีกด้วย

นอกจากนี้การทำสวนไฮโดรโปนิกส์ การปลูกผักด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์ยังสามารถประหยัดพื้นที่ในการเก็บเกี่ยวได้ด้วย เพราะว่าผักจะไม่ต้องใช้รากในการเจริญเติบโตเหมือนวิธีปลูกผักทั่วไป ซึ่งสามารถทำให้มีผักสดอยู่ในบ้านได้ตลอดเวลา และยังช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตของคนในเมืองที่อยากมีสวนผักในบ้านของตนเอง

บทความใกล้เคียง

ติดต่อเรา