บ้านทรงโมเดิร์น มีการวางระบบรางน้ำฝนยังไง เรื่องสำคัญที่ต้องรู้ก่อนสร้างบ้าน

รางน้ำฝน

รางน้ำฝน ในบ้านทรงโมเดิร์นได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน เนื่องจากสไตล์สถาปัตยกรรมที่ทันสมัยและมีความสะดวกสบาย แต่วิธีการวางระบบน้ำฝนในบ้านทรงโมเดิร์นเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาอย่างถูกต้อง เพื่อให้การระบายน้ำเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และป้องกันปัญหาน้ำกระเด็นไปเข้าบ้านอื่น ๆ หลายคนอาจมีคำถามว่า “บ้านทรงโมเดิร์น มีการวางระบบน้ำฝนยังไง” ซึ่งวันนี้เราจะพาท่านมาทำความรู้จักกับวิธีการวางระบบน้ำฝนในบ้าน ตู้ไฟ ทรงโมเดิร์นอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ การวางระบบน้ำฝนในบ้านทรงโมเดิร์นมีความสำคัญอย่างมาก ในการป้องกันปัญหาน้ำกระเด็นไปเข้าบ้านอื่น และช่วยให้การใช้น้ำฝนเกิดประโยชน์ต่อบ้านและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว เรามาดูกันดีกว่าว่าเป็นอย่างไร

ฝนตกแรงแค่ไหนก็ระบายทัน หากติดตั้งรางน้ำฝนถูกต้อง

เมื่อเข้าสู่ช่วงหน้าฝนที่กำลังจะมาถึงอย่างแท้จริง ทำฝ้าแบบไหนไม่ให้น้ำซึม เราต้องเตรียมพร้อมให้ดีทั้งหลังคาและรางน้ำฝน เพื่อให้บ้านมีความปลอดภัยจากฝนฟ้าพายุได้อย่างมั่นคง หากไม่มีระบบรางน้ำฝนที่มีคุณภาพที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ น้ำฝนที่ไหลลงจากหลังคาอาจทำให้สิ่งต่าง ๆ รอบ ๆ บ้านเสียหาย อีกทั้งยังส่งผลให้ต้นไม้ในสวนเน่าตายได้เช่นกัน วันนี้เรามาดูกันว่ามีวัสดุชนิดใดบ้างที่ใช้ในระบบรางน้ำฝน วิธีการติดตั้งรางน้ำฝนเบื้องต้น และควรระวังอะไรบ้างในกระบวนการติดตั้ง 

สำหรับวัสดุที่ใช้ในระบบรางน้ำฝนมีหลายประเภทให้เลือกใช้ ขึ้นอยู่กับความต้องการและการใช้งานของแต่ละบ้าน ควรพิจารณาด้วยความรอบคอบเพื่อให้ได้ระบบรางน้ำฝนที่เหมาะสมและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เรามาดูประเภทวัสดุของรางน้ำฝนก่อนที่จะนำมาติดตั้งกันดีกว่าว่ามีแบบใดบ้าง

ประเภทของรางน้ำฝน ที่ควรรู้ก่อนวางระบบน้ำฝน

ประเภทของรางน้ำฝน ที่ควรรู้ก่อนวางระบบน้ำฝน

  1. อะลูมิเนียม

อยากได้รางน้ำฝนที่ผลิตเป็นชิ้นเดียวโดยไม่ซ้ำซ้อน มีรอยต่อน้อยและปลอดภัยจากการรั่วซึม อะลูมิเนียมเป็นวัสดุที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการทำรางน้ำฝน เนื่องจากมีคุณสมบัติที่ทนต่อการกัดกร่อนและไม่ค่อยเกิดสนิม นอกจากนี้ยังมีน้ำหนักเบาทำให้สะดวกต่อการขนย้ายและติดตั้ง อีกทั้งยังมีความสวยงามในการเลือกสีที่หลากหลายมากกว่ารางน้ำที่ทำด้วยโลหะอื่น ๆ

ข้อดี : ติดตั้งได้สะดวก มีน้ำหนักเบา ปลอดภัยจากปัญหารั่วซึม

ข้อเสีย : ราคาค่อนข้างสูง

  1. สเตนเลส

แนะนำให้เลือกสเตนเลสเกรด 304 เพื่อรางน้ำฝนที่แข็งแรงทนทานและป้องกันสนิม ไม่ว่าจะโดนน้ำหรือความชื้นเป็นเวลานานเท่าใดก็ตาม สเตนเลสเกรดนี้จะมอบคุณสมบัติที่ทนทานทั้งต่อกรดและด่าง เพื่อให้การใช้งานรางน้ำฝนนี้มีอายุการใช้งานที่ยาวนานและคุ้มค่าแก่การลงทุน

ข้อดี : มีความแข็งแรงทนทาน ป้องกันการเกิดสนิมได้เป็นอย่างดี สามารถใช้งานได้อย่างยาวนาน

ข้อเสีย : หากช่างเชื่อมไม่ดี ไม่มีคุณภาพ อาจเกิดปัญหารั่วซึมได้

  1. สังกะสี

สำหรับใครที่ต้องการทราบว่าบ้านทรงโมเดิร์น มีการวางระบบน้ำฝนยังไง สังกะสีถือเป็นตัวเลือกที่จะช่วยให้ประหยัดงบประมาณในกระเป๋าได้ เนื่องจากตอบโจทย์ในเรื่องของราคา หาซื้อได้ง่าย โดยช่างจะนำแผ่นสังกะสีมาเชื่อมเป็นรางน้ำฝน แต่จะมีปัญหาเรื่องความสวยงาม เพราะไม่ใช่รางน้ำฝนที่ผลิตแบบสำเร็จรูป และอาจเกิดปัญหารั่วซึมได้ หากช่างเชื่อมไม่ได้คุณภาพ

ข้อดี : ราคาถูก หาซื้อได้ง่าย เหมาะกับคนที่ต้องการประหยัดงบประมาณ

ข้อเสีย : เสี่ยงต่อการเกิดสนิม รูปแบบไม่สวยงาม 

  1. เหล็กเคลือบกัลป์วาไนซ์

รางน้ำเหล็กเคลือบกัลวาไนซ์ (Galvanized Steel) คือรางน้ำที่ผลิตขึ้นโดยโรงงาน ในรูปแบบสำเร็จรูป สามารถนำมาติดตั้งได้เลย ซึ่งจะให้ความมั่นใจในเรื่องของขนาดและรูปทรงที่ได้มาตรฐาน อีกทั้งยังมีความแข็งแรงและทนทานอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นเหล็กเคลือบจึงมีความแข็งแรงทนทาน ทนต่อการกัดกร่อนหรือรอยขีดข่วนที่เกิดจากสิ่งต่าง ๆ ที่มาพร้อมกับน้ำฝนได้อย่างดี นอกจากนี้ยังมีน้ำหนักที่เบา ทำให้การติดตั้งมีความง่ายและสะดวก

ข้อดี : ไม่ต้องกังวลในเรื่องของการรั่วซึม รอยต่อสามารถเชื่อมติดกันได้ ขนาดและรูปทรงได้มาตรฐาน จึงทำให้การติดตั้งสะดวก

ข้อเสีย : หาซื้อยาก ราคาค่อนข้างสูง

  1. พีวีซี (PVC)

หากต้องการรางน้ำฝนที่มีสีสัน แนะนำให้เลือกรางน้ำพีวีซี เพราะมีสีสันให้เลือกอย่างหลากหลาย สามารถตอบโจทย์ความต้องการของคนที่ชอบสีสัน สำหรับพีวีซีที่ทำมาเป็นรางน้ำฝนนั้นจะเป็นพลาสติกที่มีคุณภาพสูง มีความแข็งแรงทนทาน ไม่เป็นสนิม เหมาะที่จะนำมาติดตั้งเป็นรางน้ำฝนเป็นอย่างยิ่ง ราคาก็ไม่แพง และมีให้เลือกหลายเกรด ติดตั้งง่าย อายุการใช้งานก็ยาวนาน

ข้อดี : มีสีสันให้เลือกหลากหลาย ราคาไม่แพง ติดตั้งง่าย

ข้อเสีย : เนื่องจากมีหลายราคา ดังนั้นคุณภาพจึงขึ้นอยู่กับระดับของราคาที่เลือกใช้

ก่อนวางระบบน้ำฝน หรือติดตั้งรางน้ำฝน มีขั้นตอนอะไรบ้าง

  1. สำรวจพื้นที่เป็นสิ่งสำคัญ

ก่อนที่เราจะเริ่มติดตั้งรางน้ำฝนใด ๆ ในพื้นที่นั้น ควรเริ่มด้วยการสำรวจพื้นที่ที่เราต้องการติดตั้งรางน้ำฝนกันน้ำก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงสร้างหลังคาที่จะรับน้ำหนักนี้ได้ดีหรือไม่ หรือว่ามีความแข็งแรงเพียงพอหรือไม่ เพราะโครงสร้างจะต้องรองรับน้ำหนักทั้งส่วนของรางน้ำฝนที่มีน้ำอยู่ในตัว ส่วนของตะขอที่ใช้แขวนรางน้ำ และน้ำฝนที่จะไหลลงมาเข้าสู่ระบบ หากโครงสร้างไม่มีความแข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักเหล่านี้ อาจทำให้เกิดความเสียหายได้อย่างง่ายดาย

  1. วัดระดับความลาดเอียง

ก่อนที่จะติดตั้งอุปกรณ์ที่ใช้ระบายน้ำฝน การคำนึงถึงความลาดเอียงเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก ถ้าไม่พิจารณาความลาดเอียงอย่างเหมาะสม อาจทำให้การระบายน้ำไม่สะดวกและไม่ได้ผลเต็มที่ ดังนั้นเราควรสร้างแนวรางน้ำโดยใช้เชือกเพื่อช่วยในการตีแนวก่อนการติดตั้ง เพื่อให้ได้ความลาดเอียงที่เหมาะสมที่สุด

  1. ติดตั้งตะขอแขวน

หลังจากที่ได้ระยะที่เหมาะสมแล้ว คุณควรติดตั้งตะขอแขวนรางน้ำฝน โดยการเว้นระยะที่เหมาะสม ตามประเภทของรางน้ำฝนแต่ละประเภท ระยะเหล่านี้อาจแตกต่างกันไป แต่รางน้ำฝนแต่ละแบบจะระบุระยะทางเหล่านี้ในคู่มือของวัสดุนั้น ๆ โดยทั่วไป คุณควรเว้นระยะประมาณ 60-80 เซนติเมตร

  1. ติดรางน้ำ

บ้านทรงโมเดิร์น มีการวางระบบน้ำฝนยังไง ซึ่งการวางระบบน้ำฝนในบ้านทรงโมเดิร์นไม่ยากเลย แค่ต้องติดตั้งรางน้ำฝนลงบนตะขอที่ได้ติดตั้งไว้เท่านั้น หากเลือกรางน้ำที่ทำจากโลหะควรเชื่อมต่อกันโดยไม่มีรอยต่อเพื่อให้คงทนทานและแข็งแรง แต่ถ้าเลือกใช้วัสดุสังเคราะห์ก็ให้ใช้วัสดุที่สามารถเชื่อมต่อและประกอบได้อย่างเรียบร้อย เมื่อถึงบริเวณข้อต่อที่เชื่อมต่อกับท่อระบายน้ำลงสู่ด้านล่าง อย่าลืมติดตัวยึดเพิ่มเติมเพื่อให้มั่นคงและแข็งแรงยิ่งขึ้น ไม่ว่าปริมาณน้ำจะเยอะแค่ไหนก็ไม่ต้องกลัวว่าจะเสียหาย ทำให้เราไม่ต้องมาทำการซ่อมแซมในภายหลัง

  1. ทดสอบประสิทธิภาพ

หลังจากติดตั้งรางน้ำฝนเสร็จแล้ว ไม่ควรรอให้ฝนตกก่อนที่จะทดสอบประสิทธิภาพของระบบ สามารถทดสอบได้โดยการฉีดน้ำลงบนหลังคาหรือบนรางน้ำ แล้วรอดูว่าน้ำไหลลงไปในรางน้ำได้ตามปกติหรือไม่ ถ้าระบบทำงานได้ดี น้ำจะไหลลงไปในรางน้ำได้อย่างสมบูรณ์และต่อเนื่อง แต่หากพบจุดที่มีรั่วซึมหรือน้ำไหลช้าเกินไป จะต้องซ่อมแซมให้เรียบร้อยก่อน

ติดตั้งรางน้ำฝน ต้องระวังอะไรบ้าง ?

  1. เพื่อป้องกันความเกิดขึ้นของเหตุการณ์ที่รางน้ำฝนยื่นเข้าไปในเขตเพื่อนบ้านแทนที่จะไหลลงมาที่บ้านเรา ซึ่งทำให้เกิดปัญหาความไม่พอใจและความขัดแย้งกับเพื่อนบ้าน เราควรทำการตรวจสอบระยะห่างของบริเวณที่บ้านอยู่ให้ถูกต้องและรอบคอบก่อนที่จะติดตั้งรางน้ำฝนบนหลังคาบ้าน ระยะห่างที่เหมาะสมควรต้องคำนึงถึงขนาดของบ้านและพื้นที่ที่มีอยู่รอบ ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

นอกจากนี้เรายังต้องใส่ใจในเรื่องของกฎหมายด้วย การยื่นเข้าไปในเขตบ้านข้าง ๆ แทนที่จะไหลลงมาที่บ้านเราอาจกระทำผิดกฎหมายที่กำหนดไว้ ดังนั้นเราควรปฏิบัติตามกฎระเบียบและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับการติดตั้งรางน้ำฝนอย่างถูกต้อง เพื่อประโยชน์ของทั้งเราและเพื่อนบ้านในระยะยาว

  1. ควรศึกษาปริมาณน้ำฝนในบริเวณที่อยู่อาศัย โดยดูจากช่วงที่ฝนตกหนักมากที่สุดก่อน เพื่อให้เราสามารถเลือกรางน้ำที่กว้างและลึกเพียงพอต่อการรับน้ำได้ ตามปกติแล้วรางน้ำฝนมักจะมีความกว้างประมาณ 4-6 นิ้ว และลึกประมาณ 3 นิ้ว แต่หากบริเวณที่เราอาศัยมีการฝนตกหนักมาก ควรพิจารณาให้รางน้ำใหญ่ขึ้น เพื่อให้มีพื้นที่รับน้ำมากพอต่อการรองรับปริมาณน้ำฝนที่มากขึ้น ซึ่งจะช่วยป้องกันน้ำกระเซ็นไปยังบ้านข้าง ๆ ได้อีกด้วย

สรุป

บ้านทรงโมเดิร์น มีการวางระบบน้ำฝนยังไง ซึ่งเราได้หาคำตอบมาให้แล้วว่า การวางระบบน้ำฝนในบ้านทรงโมเดิร์นเป็นเรื่องสำคัญ เพราะมันช่วยในการเก็บรักษาน้ำและประหยัดพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การตรวจสอบและวางแผนอย่างถูกต้องจะช่วยให้คุณสร้างบ้านที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพในการใช้งานน้ำฝนได้อย่างปลอดภัยไม่ไปรบกวนข้างบ้านให้ต้องผิดใจกัน

บทความใกล้เคียง

ติดต่อเรา