6 วัสดุปูพื้น กับการสร้างบ้านมีกี่ประเภท มีข้อดีข้อเสียอย่างไร

วัสดุปูพื้น

การเลือก วัสดุปูพื้นบ้าน เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรละเลยเป็นอย่างยิ่ง เพราะบรรยากาศภายในห้องและการใช้งานจะเป็นแบบไหน ขึ้นอยู่กับการเลือกวัสดุปูพื้นห้องนี่แหละ โดยวัสดุปูพื้นมากมายหลายอย่างให้เลือกใช้ แต่ละประเภทก็ยังแบ่งได้อีกหลายแบบ หลายลวดลายให้เลือกใช้ เรามาดู วัสดุปูพื้นบ้าน ยอดนิยมกัน

การเลือกวัสดุปูพื้นบ้านเป็นสิ่งสำคัญที่ควรให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะบรรยากาศภายในห้องและการใช้งานจะเป็นแบบไหน ขึ้นอยู่กับการเลือกวัสดุปูพื้นห้องและความเหมาะสมกับสไตล์ของบ้านเราด้วย วัสดุปูพื้นมีหลากหลายประเภทเราสามารถเลือกใช้ได้ แต่ละประเภทก็มีรูปแบบและลวดลายที่หลากหลายให้เลือกใช้ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ตรงกับความต้องการของเรามากที่สุด เรามาดูวัสดุปูพื้นบ้านที่ได้รับความนิยมว่ามีแบบไหนบ้างเพื่อให้ง่ายต่อการเลือกใช้งานปูพื้นบ้านแบบประหยัด 

6 วัสดุปูพื้นบ้าน ที่ได้รับความนิยมมีแบบไหนบ้าง

วัสดุปูพื้นบ้าน ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน มี 6 ประเภท ดังนี้

1. พื้นไม้จริง

พื้นไม้จริง เป็นพื้นไม้ที่มีความสวยงามและสร้างความรู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่ใกล้กับธรรมชาติ ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายและสบายตา ในการเลือกใช้พื้นไม้นั้น เราสามารถเลือกใช้ไม้ประเภทต่าง ๆ ได้แก่ ไม้สักทอง ไม้สักขี้ควาย ไม้ประดู่ ไม้แดง ไม้มะค่า ไม้ตะแบก และไม้ตะเคียน นอกจากนี้ยังมีการใช้ไม้ปูพื้นที่มีราคาประหยัด เช่น ไม้เต็ง และไม้รกฟ้าเป็นต้น การเลือกใช้วัสดุปูพื้นนี้ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับความชอบของเจ้าของห้อง ไม่ว่าจะเป็นลวดลายหรือสีของไม้

พื้นไม้จริงมีข้อดีและข้อเสียดังนี้ 

ข้อดี คือ

  • มีความแข็งแรงและคงทน 
  • ให้ความรู้สึกผ่อนคลายและอบอุ่นเหมือนอยู่ใกล้กับธรรมชาติ 

ข้อเสีย คือ

  • ราคาที่สูง 
  • การหาวัสดุได้ยาก 
  • มีความยืดหดตามสภาพอากาศ 
  • มีปัญหาเรื่องปลวกและความชื้น 

2. พื้นไม้เอ็นจิเนียร์

พื้นไม้เอ็นจิเนียร์เป็นอีกประเภทของวัสดุปูพื้นที่ได้รับความนิยมในการเลือกใช้งาน วัสดุนี้เป็นการผสมผสานระหว่างไม้จริงและวัสดุสังเคราะห์อื่น ๆ โดยใช้พื้นไม้จริงที่มีความหนาพื้นหน้าประมาณ 3 มิลลิเมตร และปิดทับด้วยเสี้ยนไม้แข็งที่ทำการอัดสลับกัน จากนั้นใช้การเคลือบหน้าผิวด้วยยูวีอะคริลิคแลคเกอร์เพื่อให้ได้ความสวยงามและคงทนต่อแรงขีดข่วนต่อพื้นไม้

พื้นไม้เอ็นจิเนียร์มีข้อดีและข้อเสียดังนี้ 

ข้อดี คือ

  • มีหลากหลายรูปแบบให้เลือกใช้งาน 
  • สามารถหาได้ง่ายในท้องตลาด 
  • มีความสมจริงในการสัมผัสเหมือนกับไม้จริง 
  • แข็งแรงและคงทน 
  • ราคาต่าง ๆ สามารถเลือกตามเกรดวัสดุที่ต้องการได้

ข้อเสีย คือ

  • ไม่สามารถนำกลับมาขัดหน้าแผ่นไม้ใหม่ได้เหมือนกับไม้จริง 

3. กระเบื้องยาง หรือ กระเบื้องไวนิล

กระเบื้องยางเป็นวัสดุที่มีความยืดหยุ่นสูงและเหมาะสำหรับการตกแต่งภายใน วัสดุนี้ผลิตมาจากยางธรรมชาติหรือโพลิเมอร์ กระเบื้องยางมีราคาที่เหมาะสมและทนต่อความชื้นได้ดี ไม่แตกหักเนื่องจากมีพื้นที่ทำจากยางที่มีความนุ่ม เนื้อผิวสวยงามและเรียบหรูหรา มีอายุการใช้งานที่ยาวนานถึง 10-15 ปี

กระเบื้องยางมีข้อดีและข้อเสียดังนี้ 

ข้อดีคือ

  • มีความทนทานและป้องกันน้ำและปลวก 
  • ราคาเป็นธรรมชาติและสามารถหาซื้อได้ง่ายในท้องตลาด 
  • ทนความชื้นและการขีดข่วน 
  • ป้องกันการลื่น 
  • รองรับน้ำหนักได้ดี 
  • มีลวดลายให้เลือกมากมาย 
  • ติดตั้งง่ายและใช้เวลาน้อย 
  • สามารถปูกระเบื้องยางได้ทับพื้นเดิมและสามารถซ่อมแซมได้เอง

ข้อเสียคือ

  • ต้องติดตั้งบนพื้นที่ที่เรียบและสะอาดเท่านั้น 
  • ไม่สามารถให้ความสัมผัสเหมือนกับไม้จริง 
  • หากติดตั้งทับพื้นกระเบื้องเซรามิกจะต้องย้ายแนวให้เรียบก่อน

4. กระเบื้องเซรามิก

กระเบื้องเซรามิกเป็นวัสดุที่พบเห็นได้ตามตัวอาคารทั่วไป พื้นกระเบื้องมีความแน่นและแข็งแกร่งค่อนข้างสูง มีคุณสมบัติที่ใกล้เคียงกับหิน แต่อาจแตกหักได้ง่ายเนื่องจากมักจะมีความบางเนียน กระเบื้องเซรามิกมีลวดลายบนตัวเนื่องจากมีการพิมพ์ลายลงบนพื้นผิว และมีการแยกประเภทสำหรับใช้ปูพื้นหรือปูผนัง ในการเลือกซื้อควรระบุชนิดของกระเบื้องอย่างชัดเจน ราคาของกระเบื้องเซรามิกไม่สูงมาก และมีราคาตั้งแต่ 10 บาทขึ้นไปจนถึงราคาหลักร้อย

กระเบื้องเซรามิกมีข้อดีและข้อเสียดังนี้ 

ข้อดีคือ

  • มีสีสันและลวดลายที่มีให้เลือกหลายขนาด 
  • ราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับคุณภาพและสามารถหาซื้อได้ง่าย 

ข้อเสียคือ

  • เมื่อเปียกน้ำมักจะมีความลื่น 
  • หากต้องการรื้อและนำมาปูใหม่อาจไม่เป็นไปตามที่ต้องการและมีความเสียหายได้ง่าย

5. พื้นไม้ปาร์เกต์

พื้นไม้ปาร์เกต์เป็นพื้นไม้จริงที่มีขนาดเล็กโดยส่วนใหญ่มีความกว้างอยู่ระหว่าง 2-4 นิ้ว ความยาวอยู่ระหว่าง 8-18 นิ้ว และความหนาไม่เกิน 1.8 เซนติเมตร ราคาของพื้นไม้ปาร์เกต์ขึ้นอยู่กับขนาดและชนิดของไม้ปาร์เกต์เอง

การใช้พื้นไม้ปาร์เกต์ในการตกแต่งบ้านช่วยเพิ่มบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติให้กับบ้านเรา พื้นไม้ปาร์เกต์ยังมีความสะดวกสบายอื่น ๆ เช่นไม่เก็บฝุ่นทำให้ไม่เกิดการสะสมของโรคภูมิแพ้ และง่ายต่อการทำความสะอาด เราสามารถสร้างพื้นไม้ปาร์เกต์จากไม้หลายชนิด เช่น ปาร์เกต์ไม้แดง ปาร์เกต์ไม้สัก และปาร์เกต์ไม้เทียม เป็นต้น

พื้นไม้ปาร์เกต์มีข้อดีและข้อเสียดังนี้

ข้อดีคือ

  • มีลวดลายสวยงาม 
  • ไม่กักเก็บฝุ่นและง่ายต่อการติดตั้ง

ข้อเสียคือ

  • ไม่ทนความชื้น 
  • ปลวกสามารถกัดกินไม้ได้ง่าย
  • เป็นรอยง่าย

6. พื้นไม้ลามิเนต

พื้นไม้ลามิเนตทางเดินในสวนเป็นพื้นไม้สังเคราะห์ที่ออกแบบมาเพื่อทดแทนไม้จริง พื้นผิวของมันสัมผัสให้ความรู้สึกเหมือนไม้จริง แต่มีราคาที่ถูกกว่า โครงสร้างของพื้นไม้ลามิเนตประกอบด้วยชั้นต่าง ๆ ดังนี้

  • Wear Layer (ชั้นเคลือบผิว): เป็นชั้นบนสุดที่ใช้ในการเคลือบผิวพื้นไม้เพื่อความทนทานและป้องกันรอยขีดข่วนจากการใช้งาน
  • Pattern Layer (ชั้นลวดลายไม้): เป็นชั้นที่พิมพ์ลายเลียนแบบสีและลวดลายของไม้ต่างๆ เพื่อปกปิดส่วนของแกนไม้สังเคราะห์
  • Substrate Layer (ชั้นแกนหลัก): เป็นชั้นสำคัญที่สร้างขึ้นเพื่อทดแทนเนื้อไม้จริง ประกอบด้วยเส้นใยสังเคราะห์ เศษไม้ กาว และสารที่เพิ่มคุณสมบัติต่างๆ เช่น ทนความร้อน ทนปลวก และทนความชื้น และถูกบีบอัดเข้าไว้เป็นแผ่นไม้
  • Backing Layer (ชั้นแผ่นรองพื้น): เป็นชั้นส่วนล่างสุดที่ใช้เพื่อป้องกันความชื้นจากพื้นและเนื้อไม้ในกระบวนการติดตั้งพื้น

พื้นไม้ลามิเนตมีข้อดีและข้อเสียดังนี้

ข้อดีคือ

  • ติดตั้งง่ายและมีน้ำหนักเบา 
  • ทนทานและให้ผิวสัมผัสเหมือนไม้จริง 
  • ราคาถูกกว่าไม้จริงและมีค่าบำรุงรักษาน้อยกว่า 
  • มีลวดลายที่สวยงามและเหมือนจริง 
  • สามารถปูทับพื้นเดิมได้

ข้อเสียคือ

  • ต้องระวังเรื่องความชื้นเนื่องจากไม้ลามิเนตไม่ทนความชื้น 
  • ไม่สามารถซ่อมแซมด้วยตนเองได้และต้องการช่างที่เชี่ยวชาญเมื่อมีปัญหา 
ข้อควรรรู้ วัสดุปูพื้นบ้าน

ข้อควรรู้ก่อนจะปูวัสดุปูพื้นภายในบ้านชนิดไม้

ก่อนที่จะเริ่มต้นการปูวัสดุปูพื้นชนิดไม้ภายในห้องนั่งเล่นนั้น มีข้อควรรู้วัสดุปูพื้นภายในบ้านที่สำคัญต่อไปนี้

  • กำหนดพื้นที่ที่ต้องการใช้พื้นไม้: ควรคิดและวางแผนตั้งแต่การออกแบบบ้านเพื่อเห็นภาพรวมและคาดการณ์งบประมาณในการสร้างหรือรีโนเวทบ้าน
  • เลือกโทนสีและลายไม้จากสไตล์ที่ชอบ: การเลือกสไตล์การออกแบบจะมีผลต่อการเลือกสีและลวดลาย หากต้องการสไตล์โมเดิร์นหรือมินิมอล ควรเลือกสีโทนอ่อนและลวดลายไม้ที่ไม่เด่นเหมือนกัน หรือหากต้องการสไตล์ร่วมสมัย สามารถเลือกสีไม้ในหลากหลายและตามความชอบ
  • เลือกประเภทของพื้นไม้: มีหลายประเภทของพื้นไม้ เช่น พื้นไม้สัก, พื้นไม้เอ็นจิเนียร์, และพื้นไม้ลามิเนต เลือกตามความต้องการและความเหมาะสม
  • ลำดับของการเข้างานพื้น: งานพื้นควรเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการก่อสร้างหรือรีโนเวท เพื่อลดโอกาสที่ช่างจะทำพื้นเสียหาย
  • ลองวางพื้นไม้เพื่อดูสีและลวดลายก่อนติดตั้งจริง: ควรวางพื้นไม้บนพื้นที่จริงเพื่อตรวจสอบสีและลวดลายว่าตรงตามที่ต้องการหรือไม่ การทำเช่นนี้จะช่วยให้ได้สีและลวดลายตามที่ต้องการก่อนที่จะติดตั้งจริง
  • การป้องกันพื้นหลังจากติดตั้งเสร็จ: หลังจากการติดตั้งพื้นไม้เสร็จสิ้น ควรคลุมพื้นด้วยกระดาษลูกฟูกเพื่อป้องกันเศษหินหรือกรวดเม็ดเล็ก ๆ ที่อาจก่อให้เกิดรอยและความเสียหายต่อพื้น ควรทำเช่นนี้จนกว่าจะมีการทำความสะอาดครั้งใหญ่หลังจากเก็บงานทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว จากนั้นค่อยเอากระดาษลูกฟูกที่คลุมออกได้เลย

สรุป

ก่อนที่เราจะตัดสินใจเลือกใช้วัสดุปูพื้นประเภทใด ๆ นั้น เราควรที่จะพิจารณาดูอย่างละเอียดทุกมิติ เนื่องจากวัสดุปูพื้นแต่ละประเภทมีองค์ประกอบที่หลากหลาย นอกจากคุณสมบัติและข้อดี-ข้อเสียของแต่ละวัสดุ ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ควรพิจารณา เช่น ความปลอดภัยในการใช้งาน ความสวยงาม การดูแลรักษา การทำความสะอาด การซ่อมบำรุง และอายุการใช้งาน เพราะเมื่อเราตัดสินใจแล้ว วัสดุนั้นจะอยู่กับเราเป็นเวลานานและอาจไม่มีใครอยากจะแก้ไขหรือปรับปรุงบ่อย ๆ ดังนั้น ควรใช้เวลาพิจารณาอย่างถี่ถ้วนเพื่อการใช้งานที่มีประสิทธิภาพและถูกต้องที่สุด

บทความใกล้เคียง

ติดต่อเรา